โรคคอตีบ (Diphtheria)

โรคคอตีบ (Diphtheria)

โรคคอตีบ (Diphtheria)

โรคคอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด โครินแบคทีเรียมดิพทีเรีย (Corynbacterium diphtheriae) ติดต่อโดยทางเสมหะ เช่น การจามหรือไอ ระยะฟักตัวของโรคอยู่ระหว่าง 2-5 วัน อาจจะนานกว่านี้ได้ เชื้อจะอยู่ในลำคอของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางครั้งอาจนานถึงหลายเดือนได้ ผู้ที่ได้รับการรักษาเต็มที่เชื้อจะหมดไป ภายใน 1 สัปดาห์

อาการของโรคคอตีบ ทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ มีเนื้อตายเป็นแผ่นฝ้าเกิดขึ้นในลำคอ และมีการตีบตันของทางเดินหายใจ จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ นอกจากนี้พิษของเชื้อ ยังสามารถทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและเส้นประสาทส่วนปลาย ด้วยโรคคอตีบเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง โดยในผู้ป่วย 10 ราย จะมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากทางเดินหายใจอุดตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ในรายรุนแรงจะมีอาการตีบตันของระบบทางเดินหายใจ อาการเริ่มแรกจะมีไข้ต่ำๆ คล้ายไข้หวัดในระยะแรก ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อขาวปนเทาติดอยู่บริเวณทอนซิลและบริเวณลิ้นไก่ ทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก นอกจากจะทำให้การอุดตันของทางเดินหายใจแล้ว เชื้อโรคจากคอและหลอดลมจะปล่อยพิษออกมาในกระแสเลือด ทำให้หัวใจอักเสบได้ อาการหัวใจอักเสบเกิดได้รวดเร็วมาก ผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย กินอาหารไม่ได้ อาเจียน หน้าซีด ชีพจรเบาเร็ว เสียงหัวใจเบา ระยะหลังเส้นประสาทหัวใจจะถูกทำลาย ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้สูบฉีดเลือดไม่พอเพียงที่จะไปเลี้ยงร่างกาย ประกอบกับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบด้วย จึงทำให้หัวใจวาย

* ผู้ป่วยโรคคอตีบหรือผู้ติดเชื้อโรคคอตีบที่ไม่มีอาการสามารถแพร่เชื้อที่อยู่ในจมูกหรือลำคอไปสู่ผู้อื่นได้

อาการของโรคคอตีบ?

เริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ต่อมาจะเริ่มมีแผ่นฝ้าสีขาวอมเทาในลำคอ ในรายที่อาการรุนแรงจะมีการ ตีบตันของทางเดินหายใจ หายใจไม่ออก มีอันตรายถึงตายได้หากเกิดภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ นำไปสู่อาการหัวใจวาย หรืออาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ของกล้ามเนื้อตา แขนขา หรือกระบังลมได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรคคอตีบ
จากอาการและอาการแสดง หลังระยะฟักตัวจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ (membrane) ติดแน่นกับเยื่อบุในลำคอ

ตำแหน่งที่จะพบมีการอักเสบและมีแผ่นเยื่อได้ คือ
– ในจมูก ทำให้มีน้ำมูกปนเลือดเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น
– ในลำคอและที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื่ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอ จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันหายใจลำบาก ถึงตายได้
– ตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา ในช่องหู

โรคแทรกซ้อน
1) ทางเดินหายใจตีบตัน
2) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
3) ปลายประสาทอักเสบ ทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อ

การรักษา
เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะแพทย์จะต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว ผลการรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นมาก่อนได้รับการรักษา

1) การให้ diphtheria antitoxin (DAT)* เมื่อแพทย์ตรวจและสงสัยว่าเป็นคอตีบ จะต้องรีบให้ DAT โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ไปทำลาย exotoxin ก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทั้งนี้โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขนาดของ DAT ที่ให้อยู่ระหว่าง 10,000-20,000 หน่วย โดยพิจารณาตามความรุนแรงของโรค หมายเหตุ *การให้ antitoxin ต้องทำ skin test

2) ให้ยาปฎิชีวนะ เพนนิซิลิน ฉีดเข้ากล้ามเป็นเวลา 14 วัน ถ้าแพ้เพนนิซิลิน ให้ erythromycin แทน ยาปฏิชีวนะจะไปทำลายเชื้อ C. diphtheriae

3) เด็กที่มีโรคแทรกซ้อนจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจ จะต้องได้รับการเจาะคอเพื่อช่วยให้หายใจได้ ส่วนโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและทางเส้นประสาท ให้การรักษาประคับประคองตามอาการโรคแทรกซ้อนทางหัวใจนับเป็นสาเหตุสำคัญของการตายในโรคคอตีบ

4) เด็กที่เป็นโรคคอตีบจะต้องพักเต็มที่ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่ 2

การป้องกัน
1) ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น จึงต้องแยกผู้ป่วยจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเริ่มมีอาการ หรือตรวจเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแล้ว 2 ครั้ง ผู้ป่วยที่หายจากโรคคอตีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นเต็มที่ จึงอาจเป็นโรคคอตีบซ้ำอีกได้ ดังนั้นจึงต้องให้วัคซีนป้องกันโรค (DTP หรือ dT) แก่ผู้ป่วยที่หายแล้วทุกคน

2) ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้นผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่าย จึงควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ และติดตามดูอาการ 7 วัน ในผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้ไม่ครบ ควรให้ยาปฏิชีวนะ benzathine penicillin 1.2 ล้านหน่วย ฉีดเข้ากล้าม หรือให้กินยา erythromycin 50 มก./กก/วัน เป็นเวลา 7 วัน พร้อมทั้งเริ่มให้วัคซีน เมื่อติดตามดูพบว่ามีอาการ และ/หรือตรวจพบเชื้อ ให้ยาปฏิชีวนะดังกล่าว พร้อมกับให้ diphtheria antitoxin เช่นเดียวกับผู้ป่วย

3) ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี

ข้อควรระวัง
– หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่นใช้จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำร่วมกัน
– การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง
– หากบุตรหลานรับวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด
– การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่ป้องกันตนเอง
– ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะถึงแม้จะไม่มีอาการป่วย เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อคอตีบ
– เฝ้าระวังตนเอง หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตามโรคคอตีบป้องกันได้ด้วยการนำบุตรหลานไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดโดยวัคซีนป้องกันโรคคอตีบจะให้ทั้งหมด 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4 ,6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4 ปี และอายุ 12 ปี

ส่วนกรณีผู้ใหญ่หากมีอาการสงสัย โดยมีไข้ เจ็บคอ หายใจลำบากให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา สำหรับผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยควรได้รับการเฝ้าระวังติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิดเนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันง่าย และควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน ในกรณีไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน หรือได้รับแต่ได้รับไม่ครบ และหากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคคอตีบ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รับประทานยาให้ตรงเวลาและต่อเนื่องจนครบกำหนด กลับมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจดู

แบ่งปันให้เพื่อน

Google1GoogleBlogger

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *